Zuffa Boxing โปรโมชันหน้าใหม่ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประกาศชัดว่าจะรับรองการแข่งขันและมอบเข็มขัดแชมป์ เพียง 8 รุ่นน้ำหนัก เท่านั้น ต่างจากระบบสถาบันหลักของวงการ (IBF, WBA, WBC, WBO) ที่มีแชมป์โลกกระจายใน 17 รุ่นน้ำหนัก ตามมาตรฐานปัจจุบันของมวยสากลอาชีพ
โดย 8 รุ่นน้ำหนักที่ Zuffa Boxing ระบุว่าจะใช้อย่างเป็นทางการ มีดังนี้
เฮฟวีเวต: 200 ปอนด์ขึ้นไป
ครุยเซอร์เวต: 200 ปอนด์
ไลต์เฮฟวีเวต: 175 ปอนด์
มิดเดิลเวต: 160 ปอนด์
เวลเตอร์เวต: 147 ปอนด์
ไลต์เวต: 135 ปอนด์
เฟเธอร์เวต: 126 ปอนด์
แบนตัมเวต: 118 ปอนด์
การ “ลดจำนวนรุ่น” ถูกมองว่าเป็นการทำให้ภาพรวมเข็มขัดและเส้นทางชิงแชมป์กระชับขึ้น แต่ก็หมายถึงนักมวยบางกลุ่มต้องตัดสินใจหนัก โดยเฉพาะนักชกน้ำหนักเล็กที่เคยชกในช่วง 105, 108, 112 และ 115 ปอนด์ ซึ่งอาจต้องขยับขึ้นไปหาพิกัด 118 ปอนด์ และประเมินว่าจะรับมือกับคู่ชกที่เป็น “ธรรมชาติแบนตัมเวต” ได้หรือไม่
ในช่วงที่ยังไม่มีระบบจัดอันดับของตัวเอง (อย่างน้อยในเวลานี้) Zuffa Boxing ระบุว่าจะใช้ อันดับของนิตยสาร The Ring เพื่อกำหนดแมตช์และผู้ท้าชิงในทั้ง 8 รุ่นน้ำหนัก และเตรียมสถาปนาแชมป์คนแรกของโปรโมชันในวันที่ 9 มีนาคม รายการ “Zuffa Boxing 04” ที่ลาสเวกัส โดยคู่ชิงเข็มขัดนัดแรกคือรุ่นครุยเซอร์เวต ไจ โอเปไทอา พบ แบรนดอน แกลนตัน ที่สังเวียน Meta Apex
รายงานยังชี้ว่า โอเปไทอาไม่เพียงเป็นเจ้าของแชมป์ IBF รุ่นครุยเซอร์เวตในปัจจุบัน แต่ยังถูกยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะแชมป์ “ไลน์อัล(เก่งที่สุดในรุ่น)” ของรุ่นนี้ด้วย ขณะที่ผลกระทบเรื่องสถานะไลน์อัลเมื่อมีการแยกเส้นทางของเข็มขัดในระบบ Zuffa อาจต้องรอดูความชัดเจนต่อไป
ด้าน ดาน่า ไวต์ ผู้บริหาร UFC ซึ่งรับบทหัวเรือใหญ่ของ Zuffa Boxing ด้วย ย้ำแนวคิดว่ารูปแบบการทำงานจะถอดโมเดลที่สร้าง UFC ให้เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำมาใช้กับมวยสากล โดยตั้งเป้าแก้ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่วงการมวยเผชิญมายาวนาน และเดินหน้าพิสูจน์ผลลัพธ์ในช่วงปีข้างหน้า